|
The Faculty of Science, Mahidol University proudly congratulates Miss Lilian Haidvogl, a master’s degree student in the International Program in Toxicology, Faculty of Medicine and Graduate Studies, and her research team, on receiving the Poster Presentation (Good Presenter) Award for their research titled “Preliminary Study of Pollen and PM2.5: Seasonal Overlap and Implications for Allergy Prevention”. This achievement was recognized at the 2025 Annual Conference on “Highlighting Environmental Health Issues: Research towards Solutions”, organized by the Center of Excellence on Environmental Health and Toxicology. The conference took place on Saturday, 20September 2025, at the Chulabhorn Research Institute Convention Center, Bangkok.The event aimed to foster academic discussion and collaborative solutions on critical environmental health issues, including air pollution, hazardous metals, and PFAS contamination, highlighting the role of research in addressing these pressing challenges. Research Title: Preliminary Study of Pollen and PM2.5: Seasonal Overlap and Implications for Allergy Prevention Research Group Member: Lilian Haidvogl (1,2), Yotin Juprasong (2,3), and Wisuwat Songnuan (2,4,5) Corresponding Author: Asst. Prof. Dr. Wisuwat Songnuan Authors' Affiliation: (1) Graduate Program in Toxicology, Faculty of Science, Mahidol University, Bangkok (2) Single-Cell Omics and Systems Biology of Diseases (scSyBiD) Research Unit, Faculty of Science, Mahidol University, Bangkok (3) Department of Biochemistry, Faculty of Medicine, Srinakharinwirot University, Bangkok (4) Department of Plant Science, Faculty of Science, Mahidol University, Bangkok (5) Center of Excellence on Environmental Health and Toxicology (EHT), Office of the Permanent Secretary (OPS), Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation (MHESI), Bangkok คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขอแสดงความยินดีกับ Miss Lilian Haidvogl นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพิษวิทยา (หลักสูตรนานาชาติ) งานแพทยศาสตร์และบัณฑิตศึกษา และทีมวิจัย เนื่องในโอกาสได้รับรางวัล Poster Presentation (Good Presenter) จากผลงานวิจัยเรื่อง “การศึกษานำร่องเกี่ยวกับเรณูพืชและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5: ช่วงเวลาทับซ้อนตามฤดูกาลและนัยต่อการป้องกันโรคภูมิแพ้” ในการประชุมวิชาการประจำปี 2568 Highlighting Environmental Health Issues : Research towards Solutions จัดโดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่ออภิปรายปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศ โลหะอันตราย และสาร PFAS เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขผ่านงานวิจัย ผลงานวิจัย: การศึกษานำร่องเกี่ยวกับเรณูพืชและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5: ช่วงเวลาทับซ้อนตามฤดูกาลและนัยต่อการป้องกันโรคภูมิแพ้ คณะผู้วิจัย: Lilian Haidvogl (1,2) โยธิน จูประสงค์ (2,3) และ วิษุวัต สงนวล (2,4,5) ผู้ประพันธ์บรรณกิจ: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิษุวัต สงนวล สังกัดของคณะผู้วิจัย: (1) หลักสูตรพิษวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานคร (2) หน่วยวิจัยโอมิกส์ระดับเซลล์และชีววิทยาเชิงระบบของโรค คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานคร (3) ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพมหานคร (4) ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพมหานคร (5) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรุงเทพมหานคร
0 Comments
The Faculty of Medicine, Srinakharinwirot University, extends its warmest congratulations to
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งแก่
Source: 1. Faculty of Medicine, Srinakharinwirot University 2. Dare to Change Book ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() 10-11 May 2024 – The Allergy Lab research team, comprised of researchers and doctoral students, participated in the prestigious international conference "Korean Academy of Asthma, Allergy and Clinical Immunology (KAAACI) Seoul International Congress 2024" held at the Grand Walkerhill Hotel in Seoul, Republic of Korea. The conference served as a pivotal platform for knowledge exchange, paving the way for advancements in allergy and immunology research in Thailand. The team, led by Assistant Professor Dr. Wisuwat Songnuan (Ajarn Fu), Principal Investigator and Assistant Professor in the Department of Plant Science and Head of the Single-Cell Omics and Systems Biology of Diseases Research Unit at Mahidol University's Faculty of Science, presented their groundbreaking research findings. The team members and their respective presentations are as follows: 1. Lect. Dr. Yotin Juprasong (Ajarn Pond), lecturer in the Department of Biochemistry at Srinakharinwirot University's Faculty of Medicine, and alumnus of Mahidol University's Faculty of Science, presented on "A preliminary fabrication of a protein microarray biochip to detect allergic sensitization of tropical grass pollen allergens" by Juprasong, Y., Pipatpanukul, C., Srikhirin, T., Nawattanapaiboon, K., and Songnuan, W. 2. Ms. Sirirat Udin (Yim), a doctoral student in Botany, presented on "Profiling IgE reactivity and cross-reactivity to grass and weed pollen among Thai allergic rhinitis patients in Bangkok" by Aud-in, S., Tantilipikorn, P., and Songnuan, W. 3. Ms. Chanakan Sangsiri (Boom), a doctoral student in Botany, presented on "Identification of Ascorbate Peroxidase (APX) from banana as major allergen among Thai allergic patients" by Sangsiri, C., Jamnongsong, S.,Songnuan, W., and Viboonjun, U. The Allergy Lab research team's participation in the KAAACI Seoul International Congress 2024 highlights their dedication to advancing knowledge and developing innovative solutions in the field of allergy and immunology. Their research findings hold immense potential for improving the lives of allergy sufferers in Thailand and beyond. วันที่ 10-11 พฤษภาคม 2567 ทีมวิจัยโรคภูมิแพ้ ประกอบด้วยนักวิจัย และนักศึกษาระดับปริญญาเอก จาก Allergy Lab โดยมี Principle Investigator / อาจารย์ที่ปรึกษา คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษุวัต สงนวล (อาจารย์ฟุ) อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ และหัวหน้าหน่วยวิจัยโอมิกส์ระดับเซลล์และชีววิทยาเชิงระบบของโรค (Single-Cell Omics and Systems Biology of diseases) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้าร่วมประชุมวิชาการ และนำเสนอผลงานในงานประชุมระดับนานาชาติ “Korean Academy of Asthma, Allergy and Clinical Immunology (KAAACI) Seoul International Congress 2024” ณ Grand Walkerhill Hotel กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ที่สำคัญ อันจะนำไปสู่การต่อยอดความรู้ และยกระดับงานวิจัยทางด้านโรคภูมิแพ้ และวิทยาภูมิคุ้มกันของประเทศไทยในอนาคตต่อไป โดยนักวิจัยและนักศึกษาที่เข้าร่วมประชุม และนำเสนอผลงานในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. อาจารย์ ดร.โยธิน จูประสงค์ (อาจารย์ปอนด์) อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และศิษย์เก่าคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับผลงานเรื่อง “A preliminary fabrication of a protein microarray biochip to detect allergic sensitization of tropical grass pollen allergens” โดย Juprasong, Y., Pipatpanukul, C., Srikhirin, T., Nawattanapaiboon, K., and Songnuan, W. 2. นางสาวศิริรัตน์ อุดอินทร์ (ยิม) นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาพฤกษศาสตร์ กับผลงานเรื่อง “Profiling IgE reactivity and cross-reactivity to grass and weed pollen among Thai allergic rhinitis patients in Bangkok” โดย Aud-in, S., Tantilipikorn, P., and Songnuan, W. 3. นางสาวชนากานต์ แสงศิริ (บูม) นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาพฤกษศาสตร์ กับผลงานเรื่อง “Identification of Ascorbate Peroxidase (APX) from banana as major allergen among Thai allergic patients” โดย Sangsiri, C., Jamnongsong, S., Songnuan, W., and Viboonjun, U. #KAAACI #Allergy #Thailand #Tropical #AsiaPacific #Mahidol #Srinakharinwirot #Bangkok
Sources: The Korean Academy of Asthma, Allergy and Clinical Immunology (KAAACI) (Instagram); Department of Plant Science, Mahidol University (Facebook) Recommended Articles 1. How can a tick bite make you allergic to meat (Website Article) : Link 2. Tick Saliva and the Alpha-Gal Syndrome: Finding a Needle in a Haystack (Review Article) : Download Source: Sharma SR and Karim S (2021) TickSaliva and the Alpha-Gal Syndrome: Finding a Needle in a Haystack. Front. Cell. Infect. Microbiol. 11:680264. doi: 10.3389/fcimb.2021.680264 การให้สัมภาษณ์ของ รองศาสตราจารย์ พญ. อรุณี ธิติธัญญานนท์ (นาทีที่ 17.17 เป็นต้นไป) อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาด และการพัฒนาวัคซีนสำหรับ COVID-19 ในประเทศไทย ขอขอบคุณคลิปวิดีโอจาก The Standard
The Novel Coronavirus 2019 published by WHO
ดาวน์โหลดงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่นี่: Article Transmission of 2019-nCoV Infection from an Asymptomatic Contact in Germany เป็น correspondence letter จาก The New England Journal of Medicine เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563
-เป็นการรายงานเคสจากประเทศเยอรมันนี -ที่น่าสนใจคือ เป็นหลักฐานแสดงการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการติดเชื้อ (asymthomatic infection) ผ่านการสัมผัส -โดยผู้ป่วยเป็นนักธุรกิจเพศชาย อายุ 33 ปี ชาวเยอรมัน ถูกตรวจพบว่ามีไข้ ร่วมกับเจ็บคอ หนาวสั่น ปวดตามกล้ามเนื้อ เมื่อวันที่ 24 มค 63 หลังจากนั้นตามมาด้วยไข้สูง 39.1C พร้อมกับไอร่วมด้วย แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นและสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติเมื่อ 27 มค ที่ผ่านมา -ย้อนกลับไปก่อนหน้าที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการ เขาได้เข้าร่วมการประชุมกับเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นหญิงชาวจีน ณ ที่ทำงานใกล้เมืองมิวนิค เมื่อวันที่ 20-21 มค (โดยที่เพื่อนร่วมงานคนนี้อยู่ที่เยอรมันนีระหว่างวันที่ 19-22 มค) -ตลอดเวลาที่เธอ (เพื่อนร่วมงานชาวจีน) อยู่ที่เยอรมันนี เธอไม่แสดงอาการหรือมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเธอติดเชื้อไวรัส 2019-nCoV แต่อย่างใด แต่ในระหว่างเที่ยวบินที่เธอกำลังเดินทางกลับไปประเทศจีนปรากฏว่าเธอมีอาการไข้ และได้รับการตรวจยืนยันต่อมาเมื่อวันที่ 26 มค ว่าเธอติดเชื้อไวรัส 2019-nCoV (โดยในภาพให้แทนผู้ป่วยชาวจีนคนนี้เป็น index patient) -กลับมาที่ชายชาวเยอรมัน การพิสูจน์และยืนยันต่อเนื่องโดยเขาได้ให้ข้อมูลว่า ในขณะที่ร่วมประชุมเขายังมีสุขภาพดีไม่พบอาการผิดปกติ และภายในระยะเวลา 14 วันก่อนจะแสดงอาการนั้นเขาไม่มีอาการไข้เรื้อรังหรือเดินทางไปยังต่างประเทศแต่อย่างใด -จากการตรวจตัวอย่างสารคัดหลั่งในจมูก (nasopharyngeal swabs) และเสมหะ วิเคราะห์ด้วยวิธี realtime RT-PCR ในห้องปฏิบัติการ ผลพบว่าตัวอย่างดังกล่าวให้ผลบวกต่อเชื้อไวรัส 2019-nCoV -ต่อมาในวันที่ 28 มค พบพนักงานในบริษัทที่ชายอายุ 33 ปีดังกล่าวทำงาน ติดเชื้อ 2019-nCoV เพิ่มอีก 3 คน (ในรูปคือ patient 2 ถึง 4) -โดยจากการสัมภาษณ์แล้วพบว่า ในบรรดาผู้ป่วยลำดับที่ 2-4 นั้น มีเพียง patient 2 เท่านั้นที่สัมผัสกับผู้ป่วยหญิงชาวจีน (index patient) ส่วน patient 3 และ 4 สัมผัสกับ patient 1 (ผู้ป่วยชายชาวเยอรมันอายุ 33 ปี) Key message -เปเปอร์นี้น่าจะเป็นเปเปอร์แรกที่แสดงให้เห็นการระบาดและติดเชื้อนอกทวีปเอเชีย และการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีการแพร่เชื้อในระหว่างระยะฟักตัวได้ Key Message - Early Transmission Dynamics in Wuhan, China, of Novel Coronavirus–Infected Pneumonia31/1/2020 ดาวน์โหลดงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่นี่: Article Early Transmission Dynamics in Wuhan, China, of Novel Coronavirus–Infected Pneumonia
เผยแพร่ในวารสารการแพทย์สหราชอาณาจักร (The New England Journal of Medicine) เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 -เปเปอร์นี้ศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อ จำนวน 425 ราย เป็นผู้ป่วยใน Wuhan -ผู้ป่วยในการศึกษานี้มีอาการ > ไข้สูง ตั้งแต่ 38C ขึ้นไป > จากการเอ็กซเรย์พบว่ามีภาวะปอดอักเสบ > มีจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ > อาการป่วยไม่ดีขึ้นแม้จะได้รับยาต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย (antimicrobial treatent) ภายใน 3-5 วัน -ช่วงอายุเฉลี่ยของผู้ป่วย 59 ปี (พบตั้งแต่ตั้งแต่ 15 - 89 ปี) -ไม่พบเคสที่อายุต่ำกว่า 15 ปี -56% เป็นผู้ป่วยเพศชาย -ระยะฟักตัวของเชื้อ (คือนับตั้งแต่วันแรกที่ติดเชื้อจนถึงวันที่มีอาการป่วย) เฉลี่ย 5.2 วัน -ระยะเวลาตั้งแต่แสดงอาการป่วยจากการติดเชื้อจนถึงช่วงการแพร่กระจาย เฉลี่ย 7.5 บวกลบ 3.4 วัน -ตอนนี้อัตราการระบาดอยู่ที่ 0.10 ต่อวัน คือ ใน 1000 คนจะพบคนที่ติดเชื้อ 1 คน ต่อวัน -และอัตราการระบาดนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในระยะเวลา 7.4 วัน -ค่า R0 = 2.2 หมายความว่าคนป่วย 1 คน สามารถกระจายเชื้อให้คนอื่นได้จำนวน 2.2 คน (ค่า R0 ของ SARS อยู่ที่ 3) และโดยทั่วไปการระบาดนี้จะมีแนวโน้มนี้จะเพิ่มขึ้นอีกถ้ามีค่า R0 มากกว่า 1 ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ 2.2 ดังนั้นการควบคุมควรจะต้องให้ค่า R0 กลับมาอยู่ที่ต่ำกว่า 1 ให้ได้ -สาเหตุที่ R0 มากเนื่องจากช่วงแรกของการระบาดยังไม่มีการควบคุมกักกันอย่างเข้มงวด แต่หลังจาก 4 มค แล้ว พบว่า R0 ถูก limited เนื่องจากเกิดความตื่นตัวและตระหนักรู้ -ระยะเวลาจากเริ่มต้นที่พบอาการป่วยจนถึงวันที่เข้ารับการตรวจ เฉลี่ย 4.6-5.8 วัน -ระยะเวลาตั้งแต่พบอาการป่วยจนถึงเข้าพักรักษาที่ รพ เฉลี่ย 9.1-12.5 วัน -ในขณะนี้ยืนยันแล้วว่าพบการติดต่อจากคนสู่คน และอัตราการระบาดก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ เรียบเรียงและดัดแปลงบางส่วนจาก บทสัมภาษณ์ของ รองศาสตรจารย์แพทย์หญิงอรุณี ธิติธัญญานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาระดับโมเลกุล วิวัฒนาการของโรคไข้หวัดนกและกลไกการเกิดโรคของโรคไข้หวัดนก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปฐมบทแห่งการตื่นตัว Coronavirus (CoV) เคยเป็นเชื้อโรคกระจอกที่ร่างกายเราสามารถกำจัดได้เอง เป็นหวัดธรรมดาๆหายเอง ไม่มียารักษา อาจจะมีบาง case report ในคนไข้สูงอายุ หรือ immune deficiency (ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง) ที่เสียชีวิตจาก pneumonia (ภาวะปอดบวม) แต่ความเชื่อนั้นก็จบลงเมื่อเกิด emerging disease (โรคอุบัติใหม่) ที่รู้จักกันดีในชื่อ SARS (มาจากเชื้อ Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus; SARS-CoV) เมื่อปี 2003 การค้นพบครั้งใหญ่นี้แลกมาด้วยชีวิตของหมอ infectious disease (โรคติดเชื้อ) ท่านหนึ่งคือ Dr.Urbani โดยท่านได้ contribute สิ่งต่างๆมากมาย รวมถึงโรคอุบัติใหม่นี้ด้วย และหลังจากที่ท่านจากไปด้วย severe pneumonia (ภาวะปอดบวมเฉียบพลัน) แล้ว virus ตัวแรกที่ isolate (แยก) ได้ก็มาจาก sample ของ Dr.Urbani ท่านจึงได้รับยกย่องจากวงการแพทย์ตลอดมา จาก outbreak (การระบาด) สะท้านแผ่นดินนี้ SARS จึงเปิดโลกเกี่ยวกับ CoV มากมาย หมอและนักวิทยาศาสตร์ก็หันมาศึกษากันมากขึ้นจนรู้ว่า มันไม่ใช่เชื้อธรรมดาๆ แต่ก่อให้เกิด severe pneumonia (โดยตามจริงสำหรับ virologists (นักไวรัสวิทยา) แล้ว CoV จัดอยู่ในเชื้อลำดับต้นๆที่มีความเสี่ยงในการก่อ emerging disease เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็น RNA virus และเป็นเชื้อที่มีการติดต่อในหลายกลุ่มสิ่งมีชีวิต) โดยแต่ก่อนเราเชื่อกันว่า reservoir (แหล่งรังโรค) ที่สำคัญของ SARS นั้นมาจากชะมด (เพราะ SARS ติดต่อมาสู่มนุษย์โดยชะมด) แต่ค้นไปค้นมาแล้วก็พบต้นตอว่า reservoir ที่แท้จริงคือค้างคาว ดังนั้นการค้นพบพวก emerging diseases เราจะมักสันนิษฐานเป็นอันดับต้นๆเสมอว่าน่าจะมาจากค้างคาว และหลายๆโรคก็เป็นไปตามที่คาดไว้ ปัจจุบันการตรวจ CoV ในทาง clinic ทำได้ง่ายๆด้วยวิธี realtime RT-PCR (realtime reverse transcriptase polymerase chain reaction) หรือ วิธี Luminex (ใช้ bead ที่เคลือบด้วย monoclonal antibody ที่จำเพาะกับเชื้อ (antigen) นั้นๆ ทำปฏิกิริยาการจับกันแบบ antigen-antibody interaction) ติดตามการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ผ่านทางเว็บไซต์: gisanddata.maps.arcgis.com ที่มา: The Standard (สถิติการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019) การกลับมา CoV ในปี 2019 (2019 novel-Coronavirus เรียกชื่อภาษาไทยว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019) นี้ ก็เป็นไปตามที่คาดไว้อีกว่า CoV ยังคงมี high efficiency (ความสามารถสูง) ในการก่อ emerging disease นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตต่อว่าการแพร่ของเชื้อไวรัสดังกล่าวเป็นช่วงเดียวกันกับการระบาดในครั้งอดีตคือ การระบาดของ SARS ในปี 2003 ที่เริ่มต้นในช่วงพฤศจิกายน 2002 และระบาดต่อข้ามมายังปี 2003 คำถามสำคัญคือการระบาดครั้งนี้จะสิ้นสุดตอนไหน ยังไม่มีคำตอบ แต่ส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอาจจะมีโอกาสนำไปสู่ภาวะ pandemic (การระบาดครั้งใหญ่) ได้ หากไม่มีการจำกัดหรือกักกันโรคที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ที่สำคัญความหวาดกลัวอีกประเด็นคือ CoV มีโอกาสในการเกิด mutation (การกลาย) และพัฒนาเป็นเชื้อที่รุนแรงขึ้นได้ เนื่องจากเชื้อเองเป็น RNA virus ซึ่งมีคุณสมบัติในการกลายง่ายอยู่เดิมแล้ว และเชื้อเองก็ยังมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดใน host cells (เซลล์อาศัย) อีกด้วย ความรุนแรง* อันดับความรุนแรงที่รายงานตอนนี้คือ MERS = 37% > SARS = 10% > 2019 nCoV = 2.9 > Influenza Virus = 0.1% (ไวรัสไข้หวัดใหญ่) ทั้งนี้ความรุนแรงของเชื้อ แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1) ความสามารถของเชื้อในการก่อความเสียหายกับผู้รับเชื้อ 2) ความสามารถในการกระจายตัวของเชื้อ ทั้ง 2 ประเด็นนี้ไม่จำเป็นต้องมีแนวโน้มไปทางเดียวกัน กล่าวคือ ถ้าเชื้อทำลาย host ได้ดี ผู้ป่วยมักจะอ่อนเพลีย และมีโอกาสในการเดินทางออกจากที่พักไปแพร่กระจายต่อคนอื่นได้น้อย แต่ถ้าเชื้อไม่รุนแรงโอกาสในการแพร่กระจายจะสูงกว่า (คนที่ติดเชื้อมีความสามารถในการเดินทางอกไปแพร่กระจายเชื้อได้มากกว่า) ถ้ามองผิวเผินแล้วเชื้อนี้ก็เป็นเชื้อก่อไข้หวัด เป็นเชื้อที่มี envelop (ผนังหุ้ม) ที่มีโครงสร้างเป็นชั้นไขมัน (lipid) ดังนั้นสามารถถูกทำลายได้ด้วย detergent (สารลดแรงตึงผิว) เช่น สบู่ แอลกอฮอล์ ดังนั้นก็ควรจะตระหนักเพื่อรับรู้และป้องกันจะดีกว่าตระหนกและทำให้สถานการณ์แย่ลงไปมากกว่าเดิม การแพร่กระจาย - การเพิ่มจำนวนและเติบโต เชื้อนี้สามารถแบ่งตัวและเติบโตได้ดีใน host (เซลล์อาศัย) ในอุณหภูมิ 37C (อุณหภูมิร่างกายมนุษย์) โดยสามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางละอองฝอยจากระบบทางเดินหายใจ (ไอ จาม น้ำมูก) และสารคัดหลั่งต่างๆ - กลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงและถูกรายงานว่าติดเชื้อมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุที่ค่อนข้างกว้างคือ 20-80 ปี โดยเพศชายพบการติดเชื้อมากกว่าเพศหญิง (ตามการรายงานของงานวิจัยด้านล่าง) ซึ่งเป็นปัจจัยด้านระบบภูมิคุ้มกัน แต่ผลทางสถิติชี้ว่าแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญ - ยังไม่มีการรายงานว่าเชื้อนี้เป็น airborne pathogen (เชื้อที่ลอยในอากาศ หรือนำพาโดยอากาศ) เนื่องจากไวรัสนี้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ไม่นาน เพราะปกติมีพฤติกรรมไม่ชอบความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิที่เหวี่ยงไปมา สภาพความเป็นกรดเบสที่มากเกินไป - การแพร่กระจายสามารถแพร่ได้จากคนที่ได้รับเชื้อ (แม้จะยังไม่แสดงอาการ) สู่คนทั่วไปทางสารคัดหลั่งที่กล่าวมา และบางคนมีความสามารถในการเป็น superspreader (คนที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้มาก) คือคนปกติสามารถกระจายได้ 1-3 คน แต่ superspreader สามารถกระจายได้ 8-10 คน ขึ้นไป ทั้งนี้ผู้กระจายอาจแสดงอาการช้า หรือบางรายติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการเนื่องจากภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี (แต่ยังมีเชื้ออยู่ในร่างกาย ก็คือเป็นพาหะนั่นเอง) แนวทางการกำจัดโรคและการป้องกัน ตอนนี้ viral infection (การติดเชื้อ) ทุกชนิด ยังไม่มียารักษา เนื่องจากการระบาดเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วจากนั้นก็หมดไปจากธรรมชาติ การศึกษาต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานจึงไม่ค่อยพบ ทั้งนี้การผลิตยาต้านไวรัสอาจไม่ใช่เป้าประสงค์หลักของบริษัทผลิตยา เนื่องจากระยะเวลาในการระบาดไม่ได้ยาวนานอย่างเช่นเชื้อบางตัว เช่น HIV (ไวรัสที่ก่อโรคเอดส์) ดังนั้นแล้วการรักษาจึงทำได้เพียงรักษาตามอาการหรือใช้วิธีประคับประคองระบบต่างๆ ไม่ให้ทำงานผิดปกติจนเกิด systemic failure (ความล้มเหลวของระบบร่างกาย) ในที่สุด อย่างไรก็ตามแม้จะยังไม่มียารักษา แต่เราป้องกันได้โดยลดการแพร่กระจายและการรับเชื้อด้วยการทำความสะอาดร่างกาย (โดยเฉพาะมือที่สัมผัสกับสิ่งต่างๆตลอดเวลา ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอร์) และด้วยวิธีการใช้หน้ากากอนามัย ชนิด surgical mask (หน้ากากทั่วไป) หรือ N95 mask แต่อย่างหลังแนะนำสำหรับ healthcare worker (บุคลากรทางการแพทย์) ก่อน เนื่องจากบุคลลเหล่านี้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่อาจเป็นพาหะมากกว่า และการใช้อาจมีประสิทธิภาพกว่า คือการสวมใส่ N95 ต้องทำแบบถูกวิธี และต้องทำ fit test เพื่อยืนยันว่าป้องการการเข้าออกของอากาศได้จริง ดังนั้นหากบุคคลทั่วไปสวมใส่อาจป้องกันได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าบุคลากรทางการแพทย์ นั่นหมายความว่าถ้าใส่ผิดวิธี ก็มีค่าเท่ากับการใช้ surgical mask ที่สำคัญ mask ต้องเปลี่ยนทุกวัน ไม่ใช้ซ้ำ ดังนั้นถ้าใช้ N95 อาจไม่จำเป็นสำหรับคนทั่วไปในตอนนี้ เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง และบางคนอาจมีการใช้ซ้ำ ซึ่งทำให้มีโอกาสในการติดต่อโรคได้สูงกว่าคนที่ใช้ surgical mask ด้วยซ้ำ การใส่ surgical mask ให้เอาด้านสีเขียวออกมา เนื่องจากมีสารเคลือบที่เป็น water resistance (กันน้ำ) ซึ่งโดยพื้นฐานมีคุณสมบัติคล้ายฟิล์มเคลือบดักไม่ให้เชื้อผ่านเข้ามาสู่ร่างกายได้ แต่ด้านสีขาวเป็นด้านที่ absorbe (ดูดซึม) ละอองฝอยและเชื้อต่างๆ มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและมีรูพรุนจำนวนมาก ออกแบบมาเพื่อซับสารคัดหลั่ง ดังนั้นหากเอาออกด้านนอกก็จะซับสิ่งต่างๆได้ค่อนข้างดี เชื้อก็มีโอกาสติดที่ mask และเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมาก การใช้ mask แบบสลับด้านไปมา ห้ามทำเด็ดขาด เพราะนั่นเป็นการ re-expose (รับสัมผัสซ้ำ) กับเชื้อโรคโดยตรง แนวความคิดในการผลิตยารักษา เบื้องต้น (อ้างอิงจาก SARS) คาดว่าเชื้อนี้เข้าสู่เซลล์โดยผ่านทาง receptor (ตัวรับ) ที่ชื่อว่า ACE2 (Angiotensin coverting enzyme 2) ที่อยู่บริเวณผิวเซลล์ โดยหากสมมติฐานนี้ถูกต้องเราสามารถผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้รวดเร็วเนื่องจากมีองค์ความรู่นี้มากอยู่แล้ว หลักการคือผลิต monoclonal antibody (แอนติบอดีที่จำเพาะ) ต่อ ACE2 เพื่อจะ block หรือ neutrolyze ไม่ให้ตัวรับนี้ทำงานได้เมื่อตัวรับไม่ทำงาน เชื้อก็เข้าเซลล์ไม่ได้ (แต่หลักการนี้ต้องรอการพิสูจน์ต่อไป) ข้อแนะนำ เมื่อมีอาการป่วย โดยเฉพาะไข้สูงมากๆ (39C ขึ้นไป) มีอาการน้ำมูกไหล ไอ บางรายมีอาการท้องเสียร่วม แนะนำให้พบแพทย์ทันที เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็ว ต้องแจ้งรายละเอียดให้แพทย์ทราบทั้งหมด อย่ากั๊กหรือบิดเบือนข้อมูลเพราะจะเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง เนื่องจากอาการของ 2019 nCoV นี้คล้ายกับการเป็นไข้หวัดใหญ่ ถ้าไม่บอกประวัติการป่วยให้ชัดเจนแล้วอาจส่งผลให้วินิจฉัยคาดเคลื่อน แต่ความกังวลนี้น่าจะลดลงบ้างเนื่องจากเรามี sequence (รหัสพันธุกรรม) ของเชื้ออยู่ในมือ แพทย์สามารถส่งตรวจ realtime RT-PCR (เทคนิคการเพิ่มสารพันธุกรรมโดยใช้ specific primer (ตัวกระตุ้นการสังเคราะห์พันธุกรรมแบบจำเพาะ ไม่รู้แปลถูกไหม)) ได้แล้ว และมีความแม่นยำค่อนข้างสูง งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยฉบับนี้ทำการศึกษาในผู้ป่วยจำนวน 41 รายที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล Jin Yin- tan (อู่ฮั่น, สาธารณรัฐประชาชนจีน) แบ่งออกเป็นผู้ป่วยขั้นวิกฤต (ICU) จำนวน 13 คน และผู้ป่วยที่ไม่ใช่ขั้นวิกฤต (non ICU) จำนวน 13 คน รายละเอียดการค้นพบแสดงดังข้อมูลด้านล่าง -------------------------------------------------------------------
* หมายเหตุ: - MERS เกิดจาก Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) - SARS เกิดจาก severe acute eespiratory syndrome coronavirus (SARS-CoV) - ยังไม่สามารถยืนยันความรุนแรงที่ชัดเจนได้ เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่ยังไม่ finalized (ปกติแพทย์วิทยาการระบาด จะสรุปแนวโน้มได้ประมาณ 1 เดือนหลังเกิด outbreak (การระบาด) - pneumonia ภาวะปอดบวมหรือปอดอักเสบ บุคคลที่เป็นที่รู้จัก: ศาสตราจารย์ ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา (คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล) และ รองศาสตราจารย์ ดร. พญ.อัญชลี ตั้งตรงจิต (หัวหน้าภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล)
Correlation and regression เป็นกระบวนการทางสถิติที่ใช้หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่เราสนใจ ข้อมูลที่ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบ correlation and regression นี้มักจะเป็นข้อมูลที่เป็น quantitative ชนิด continuous data (measurement type) ซึ่งถ้าเป็น discrete data (frequency type) จะใช้การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย Fisher's exact test หรือ Chi-squre test ในคลิปนี้จะเป็นการสาธิตการกรอกข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ การใช้ฟังก์ชันการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการแปลผลจากการวิเคราะห์ของโปรแกรม SPSS (IBM, version 23) สำหรับตัวอย่างข้อมูลที่ใช้ในโปรแกรมสามารถดาวน์โหลดได้ใน Resoureces หรือ ลิงค์ด้านล่างครับ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยายได้ที่นี่ครับ: Download (สำหรับรหัสผ่านโปรดติดต่อ webmaster ครับ)
*บทความโดย Thanet Ratanakul *สไลด์เรื่องโรคภูมิแพ้จาก MUSC Allergy Lab เรียบเรียงและตัดต่อเนื้อหาโดยโยธิน จูประสงค์ หากเปรียบโรคภูมิแพ้ (allergy) ดั่งระเบิดปรมาณูสักลูก มันคงเป็นปรมาณูที่ระเบิดไปแล้วอย่างเงียบกริบ แผ่อาณาบริเวณกว้างขวางจนคุณแทบไม่รู้สึกตัว มีประชากรทั่วโลกถึง 1 ใน 4 เป็นโรคภูมิแพ้ น่าสนใจที่เทรนด์แพ้ๆ กำลังมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และคุณเองก็อาจมีอาการแพ้โดยที่ยัง ‘ไม่รู้ตัว’ เรามักคิดว่าอาการภูมิแพ้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย (immune system) ทำงานดีเกินไป แต่ที่ไหนได้ โรคภูมิแพ้มีอะไรซับซ้อนกว่านั้น คุณสามารถแพ้อะไรที่พื้นฐานมากๆ ตั้งแต่ อาหาร พิษแมลง เกสรดอกไม้ ผลิตภัณฑ์ในบ้าน ขนสัตว์ หรือแม้กระทั่ง ‘อสุจิ’ (ใช่! มีคนแพ้อสุจิในโลกนี้ แย่แล้ว) แพทย์ทั่วโลกกำลังหัวหมุนว่าทำไมมนุษย์โลกกำลังเป็นภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายเรากำลังเล่นกลอะไรอยู่หนอ กลไกภูมิต้านทานกำลังส่งเสียงบอกอะไรเรา เป็นไปได้ไหมที่เราจะเรียนรู้ชีวิตแพ้ๆ ที่ไม่แพ้ภูมิ 1. ต้นเหตุของคนแพ้ (ภูมิ) หมาน่ารักดีแต่คุณเลี้ยงไม่ได้ ดอกไม้สวยจังแต่ก็ไม่กล้าดม อาหารทะเลน่ากินสุดๆ แต่กินปูทีไรแพ้จนเพื่อนหิ้วเข้าโรงพยาบาลทุกที ทำไมร่างกายเราเล่นตลกเช่นนี้! อาการแพ้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายมีปฏิกิริยากับโมเลกุลโลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสะเก็ดผิวหนังสัตว์เลี้ยง อาหารบางชนิด เกสรดอกไม้ ซึ่งโมเลกุลที่สามารถก่อให้เกิดการแพ้เรียกว่า ‘สารก่อภูมิแพ้’ (allergen) โดยส่วนใหญ่มันไม่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย เพราะร่างกายอันมหัศจรรย์ของคุณมี ‘แอนติบอดี’ (antibody) โปรตีนที่คอยสกัดจัดการผู้รุกรานอย่างแยบคาย เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันชนิด immunoglobulin E (IgE) เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม IgE แต่ละตัวก็จะจับคู่กับสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ โดยเฉพาะเพื่อปล่อยสาร ‘ฮีสตามีน’ และสารอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการอักเสบ ซึ่งเจ้าภูมิคุ้มกันชนิดนี้มีความไวกว่าภูมิคุ้มกันอื่นๆ ถึง 1,000 เท่า ทำให้ภายในไม่กี่วินาทีอาการคุณก็จะออกหลังกินถั่วต้มข้างออฟฟิศ มันเป็นกลไกที่ชาญฉลาดของธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ต้อนเราเสียจนมุม รูปแบบชีวิตในปัจจุบัน—เจ้าภูมิคุ้มกัน IgE กลับทำงานผิดเพี้ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก ตัวภูมิคุ้มกันไปตอบสนองกับโมเลกุลที่ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไรต่อร่างกายคุณเลย บางคนอ่อนไหว 10 เท่า แต่อีกคนอ่อนไหวมากถึง 1,000 เท่า แม้จะเป็นสารก่อภูมิแพ้ตัวเดียวกัน หลายทฤษฎีกล่าวว่า ในวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตพยายามต่อกรกับปรสิตที่รุกรานคุณจากธรรมชาติ และคุณสมบัตินี้ได้ส่งต่อมาเรื่อยๆ จนถึงคุณในปัจจุบัน แต่อย่าแอบดีใจไป การที่คุณแพ้ง่าย ไม่ได้หมายความว่า ‘ภูมิต้านทานดีเกินไป’ และยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า การที่คุณฝืนรับสารภูมิแพ้เข้ามามากๆ ก็ไม่ได้ทำให้คุณหายแพ้ต่อสิ่งนั้นๆ อย่ารับคำท้าจากเพื่อน “แพ้ปูเหรอ กินไปเรื่อยๆ สิ เดี๋ยวก็ไม่แพ้” ถ้าเชื่อเช่นนั้นก็เตรียมจองเตียงแอดมิดได้เลย ติดต่อบทความฉบับเต็มได้ที่: The MATTER เรียนรู้กลไกทางชีววิทยาของโรคภูมิแพ้และสาระอื่นๆได้ที่: Resources
*บทความโดย อาจวรงค์ จันทมาศ (พี่ป๋องแป๋ง) ที่มา: Ardwarong การค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่โคจรรอบดาวฤกษ์อื่นที่ไม่ใช่ดวงอาทิตย์นั้น เป็นข่าวคราวที่มีการประกาศอยู่บ่อยๆจนหลายคนอาจไม่รู้สึกน่าตื่นเต้นนัก แต่ล่าสุดองค์การนาซาประกาศว่านักดาราศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ค้นพบว่าดาวฤกษ์ TRAPPIST-1 ที่อยู่ห่างจากโลกเราไป 40 ปีแสงมีดาวเคราะห์ขนาดพอๆกับโลก 7 ดวงโคจรอยู่! ซึ่งสามดวงในนั้นโคจรในระยะห่างพอเหมาะที่น้ำสามารถดำรงสถานะเป็นของเหลวที่ผิวดาวได้ นี่เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่น้ำมีโอกาสเป็นของเหลวเป็นจำนวนมากที่สุด ซึ่งน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกายสิ่งมีชีวิตบนโลกของเรา คำถามที่ว่า “โลกเราเป็นสถานที่เดียวที่มีสิ่งมีชีวิตหรือไม่?” เป็นหนึ่งในคำถามที่มนุษย์เราอยากรู้คำตอบมากที่สุดมาช้านาน ซึ่งการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะและการค้นพบในครั้งนี้น่าจะเป็นการก้าวกระโดดเข้าไปใกล้คำตอบนี้ครั้งสำคัญ จริงๆแล้วในปี ค.ศ. 2016 นักดาราศาสตร์เคยค้นพบดาวเคราะห์รอบๆดาวฤกษ์ดวงนี้มาแล้วแต่ค้นพบเพียง 3 ดวงเท่านั้น ต่อมาจึงมีการค้นพบเพิ่มเติมอีกจนเป็น 7 ดวง ในตอนนี้นอกจากจะค้นพบแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังสามารถระบุขนาดดาวเคราะห์ได้ครบทุกดวงและหามวลดาวเคราะห์ได้ถึง 6 ดวง ทำให้นักดาราศาสตร์รู้ความหนาแน่นโดยเฉลี่ยของดาวเคราะห์ 6 ดวงนี้ จากข้อมูลความหนาแน่นทำให้นักดาราศาสตร์เชื่อว่ามันน่าจะเป็นดาวเคราะห์หินอย่างโลกของเรา อย่างไรก็ตาม ดาวฤกษ์ TRAPPIST-1 เป็นดาวฤกษ์ประเภทดาวแคระเย็นจัด (Ultra-cool dwarf) ที่มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่า และมีอุณหภูมิที่ผิวราวๆ 2277 องศาเซลเซียส (ในขณะที่ดวงอาทิตย์ของเรามีอุณหภูมิที่ผิวสูงถึง 5500 องศาเซลเซียส) ด้วยอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำของ TRAPPIST-1 ทำให้ดาวเคราะห์ที่น้ำมีโอกาสอยู่ในสภาพของเหลวต้องโคจรใกล้กับดาวฤกษ์ดวงนี้มากพอ ซึ่งดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงนี้ล้วนแล้วแต่โคจรใกล้กับดาวฤกษ์ TRAPPIST-1 มากๆ (ใกล้ยิ่งกว่าระยะที่ดาวพุธซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดโคจรรอบดวงอาทิตย์เสียอีก) ที่น่าสนใจคือ ดาวเคราะห์แต่ละดวงล้วนโคจรใกล้อย่างยิ่ง นักดาราศาสตร์เปรียบเทียบว่าหากเราไปยืนบนหนึ่งในดาวเคราะห์เหล่านั้น เราอาจมองเห็นผิวดาวเคราะห์หรือเมฆบนชั้นบรรยากาศของดวงเคราะห์ดวงอื่นๆได้เลย พูดง่ายๆว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นจะปรากฏให้เห็นใหญ่กว่าดวงจันทร์บนท้องฟ้าเสียอีก ในอนาคตอันใกล้นี้ นักดาราศาสตร์ตั้งเป้าจะใช้กล้องโทรทรรศน์อื่นๆพุ่งเป้าศึกษาชั้นบรรยากาศของพวกมันว่ามีสภาพเป็นอย่างไร และมีองค์ประกอบของน้ำอยู่จริงหรือไม่ ถึงวันนั้นคงได้เวลาประเมินกันอีกครั้งว่า มีโอกาสพบสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์เหล่านี้มากน้อยแค่ไหน
งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อดังอย่าง Nature อ้างอิง: Nature ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BBC Thai "จากข่าวดังเมื่อราวๆสัปดาห์ก่อน (16 กุมภาพันธ์ 2560) ในหน้าเว็บไซต์หน้าหนึ่งของบีบีซีไทยที่ได้กล่าวถึง การย้อนรอยประวัติศาสตร์การฆ่าด้วยยาพิษ สาเหตุที่ทําให้เรื่องราวนี้โด่งดังขึ้นมาอีกครั้งก็ด้วยการเสียชีวิตของ คิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดาของผู้นําเกาหลีเหนือซึ่งถูกสังหารด้วยยาพิษ เมื่อพิจารณาในทางพิษวิทยาแล้วสารเคมีทุก ชนิดบนโลกที่สิ่งมีชีวิตรับเข้าไปในร่างกายไม่ว่าจะด้วยการสัมผัสทางผิวหนัง รับประทาน ดื่ม หรือดมกลิ่นสามารถ ก่อให้เกิดพิษต่อเซลล์ในร่างกายได้ทั้งสิ้นทั้งนี้มีปัจจัยที่สําคัญ 2 ประการที่กําหนดว่าร่างกายจะได้รับอันตรายหรือไม่ คือ ปริมาณ (dose) สารเคมี และเวลาที่ได้รับสารเคมีนั้นๆ (time of exposure)..."
*ที่มาของวีดิโอและเนื้อหาข่าว: TNN24 ออกอากาศทางทีวีช่อง 16 "แพทย์ชาวแคนาดาและนักชีวเคมีชาวอังกฤษคว้ารางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปี 2559 จากผลงานการป้องกันผู้ป่วยจากโรคหลอดเลือดสมอง และการพัฒนายาแอนติบอดี " วันนี้ (31 มกราคม 2560) เมื่อเวลา 17.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2559 ณ พระบรมมหาราชวัง ปีนี้มีผู้ได้รับรางวัล 2 คน ได้แก่ เซอร์ เกรกอรี พอล วินเทอร์ คณบดีวิทยาลัยทรินิตี มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นนักชีวเคมี ได้รับรางวัลในสาขาการแพทย์ โดยใช้เวลานาน 10 ปี ในการพัฒนาแอนติบอดีจากเซลล์หนู ให้มีความใกล้เคียงกับร่างกายมนุษย์มากที่สุด ลดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย เพื่อใช้ต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสต่างๆ เพื่อปกป้องร่างกาย ซึ่งเทคโนโลยีนี้ เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาแอนติบอดีใหม่ๆ เพื่อรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคภูมิคุ้มกัน โรครูมาตอยด์ และโรคมะเร็ง โดยมียากลุ่มแอนติบอดีได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 50 ชนิด และมียาใหม่ขึ้นทะเบียนเพิ่มอีกปีละ 3-5 ชนิด เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของผู้ป่วยทั่วโลก ขณะผู้ได้รับรางวัลสาขาการสาธาณสุข ได้แก่ ศ.นพ.วลาดิเมียร์ ฮาชินสกี จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งถือเป็นผู้นำด้านโรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อม โดยให้ความสำคัญกับการจัดตั้งหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันขึ้น โดยใช้คำว่า เบรนแอทแทค เพื่อสื่อถึงความฉุกเฉินของโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน และเป็นการให้เตือนผู้ป่วยรีบไปโรงพยาบาลทันที แทนการสังเกตอาการอยู่ที่บ้าน อย่างไรก็ตามการสร้างคลินิกป้องกันสมองเสื่อม ดูแลชาวออนตาริโอ ประเทศแคนาดา จำนวน 14 ล้านคน ตลอด 12 ปี สามารถลดภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน และลดการเกิดภาวะสมองเสื่อมลงได้ สำหรับรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน และการสาธารณสุขไทย เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี แห่งการพระราชสมภพ ปัจจุบันรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล เกิดขึ้นมาครบ 25 ปี แล้ว และดำเนินการโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยในแต่ละปีจะมีการพระราชทานแก่บุคคล หรือองค์กรทั่วโลก ที่มีผลงานด้านการแพทย์ และสาธารณสุขแก่โลก ซึ่งผ่านมามีผู้ได้รับพระราชทานแล้ว 74 ราย และในจำนวนนี้มี 4 คน ได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา ยาพาราเซตามอลหรืออะเซตามิโนเฟน เป็นยาที่ใช้สำหรับบรรเทาอาการปวด ลดไข้ มีการใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยปกติแล้วกำหนดให้รับประทานต่อครั้งไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักร่างกาย แต่ถ้าหากรับประทานแต่ละครั้งเกินกว่าค่านี้อาจก่อนให้เกิดอันตรายต่อตับ เราเรียกความเป็นพิษที่เกิดขึ้นกับตับว่า hepatotoxic (hepato- หมายถึงตับ, -toxic หมายถึงความเป็นพิษ) แต่ในบางกรณีที่แม้จะรับประทานไม่เกินค่าที่กำหนดก็ยังก่อให้เกิดพิษต่อตับได้ เช่น ในคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก (chronic alcohol abuse)
แล้วทำไมถึงอันตรายต่อตับ? เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมากต่อการผลิตเอนไซม์ ปกติแล้วถ้าหากเรารับประทานยาพาราเซตามอลในปริมาณที่กำหนด ร่างกายจะมีกลไกในการเปลี่ยนยาพาราเซตามอลเพื่อลดพิษและกำจัดยาออกจากร่างกาย (เพื่อไม่ให้เกิดพิษต่อตับและอวัยวะอื่นๆ) โดยยาส่วนใหญ่จะจับ (conjugate) กับซัลเฟต (โดยร่างกายจะใช้เอนไซม์ sulfotransferase) และกลูคูโรไนด์ (โดยใช้เอนไซม์ UDP glucuronide transferase) เมื่อยาจับกับสารทั้งสองประเภทจะช่วยให้ยาเปลี่ยนสถานะเป็นสารไม่ก่อพิษ (non-toxic substance) สามารถกำจัดออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะได้ แต่ก็ยังมียาอีกส่วนหนึ่ง (ซึ่งถือเป็นส่วนน้อย) จะผ่านกระบวนการเมทาบอลิซึม (กระบวนการที่เอนไซม์ในร่างกายทำปฏิกิริยากับยาโดยเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างยาให้กลายเป็นสารอื่น) โดยร่างกายจะใช้เอนไซม์ Cytochrom P-450 system (เราเรียกเอนไซม์กลุ่มนี้สั้นๆว่า CYP enzyme (ซิบเอนไซม์)) ทำให้ยาเปลี่ยเป็นสารพิษ (toxic metabolite) ที่ชื่อ N-acetylbenzoquinone imine (NAPQI) ร่างกายจะใช้เอนไซม์ glutathione (GSH) transferase ช่วยให้สารกลูตาไทโอนไปจับกับ NAPQI แล้วเปลี่ยนเป็นสาร mercapturic acid และถูกกำจัดออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ แต่เมื่อใดก็ตามที่เรารับประทานยาเกินขนาด แม้ยาพาราเซตามอลส่วนหนึ่งจะถูกกำจัดออกไปด้วยซัลเฟตและกลูคูโรไนด์ แต่ยาส่วนเกินที่ถูกเปลี่ยนเป็น NAPQI ที่เดิมจะต้องถูกจับด้วยกลูตาไทโอน แต่ในกรณีนี้กลูตาไทโอนมีไม่พอที่จะจับกับปริมาณมหาศาลของยาที่เข้ามา ทำให้ยาไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้หมด NAPQI ที่เกิดขึ้นจะไปจับด้วยพันธะโควาเลนต์ (ซึ่งเป็นพันธะที่แข็งแรง) กับ sulfhydryl (-SH) group คือหมู่ฟังก์ชันที่พบได้ในโปรตีนส่วนใหญ่ของร่างกาย ทำให้เกิดความเป็นพิษขึ้น โดยอวัยวะส่วนแรกที่จะได้รับผลกระทบก็คือตับนั่นเอง และหากตับอยู่ในภาวะเสียหาย (liver failure) นั่นหมายความว่าเอนไซม์ต่างๆที่ร่างกายต้องผลิตขึ้น ซึ่งหนึ่งในหน้าที่ของเอนไซม์นั้นๆก็คือการกำจัดสารพิษต่างๆออกจากร่างกาย เมื่อตับทำงานไม่ได้ สารพิษเหล่านั้นก็ไม่สามารถกำจัดออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลสุดท้ายแล้วก็ทำให้ภาวะสมดุลของร่างกายพัง และเสียชีวิตได้ในที่สุด แล้วถ้ากินยาเกินขนาด สิ่งแรกที่แพทย์จะทำคืออะไร? ในระยะเวลาประมาณไม่เกิน 24 ชั่วโมง ยายังอยู่ในกระเพาะอาหาร เนื่องจากระบบการย่อยยังไม่สมบูรณ์ แพทย์จะทำการล้างท้อง เพื่อไม่ให้ยาถูกย่อยแล้วเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตและเข้าสู่ตับ แต่ถ้ายาเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหตแล้วแพทย์จะให้ยาที่เป็น precursor ของ serotonin (สารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง) ซึ่ง serotonin มีผลไปยับยั้งการทำงานของ CYP enzyme (CYP2E1) ทำให้พาราเซตามอลไม่ถูกเปลี่ยนเป็น toxic metabolite (NAPQI) นั่นเอง แหล่งข้อมูล: 1. Attia, S. M. (2010). Deleterious effects of reactive metabolites. Oxidative medicine and cellular longevity, 3(4), 238-253. Link 2. ศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol Poison Center) |
|













