Skip to content
POND'S WORLD
  • Home
  • About & Highlights
  • Grandma's Enduring Inspiration
  • Activities & Accomplishments
  • Resources
  • Yesterday Happened
  • Treasure
  • Home
  • About & Highlights
  • Grandma's Enduring Inspiration
  • Activities & Accomplishments
  • Resources
  • Yesterday Happened
  • Treasure

2019 novel coronavirus: learning from the past

27/1/2020

0 Comments

 
เรียบเรียงและดัดแปลงบางส่วนจาก บทสัมภาษณ์ของ รองศาสตรจารย์แพทย์หญิงอรุณี ธิติธัญญานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาระดับโมเลกุล วิวัฒนาการของโรคไข้หวัดนกและกลไกการเกิดโรคของโรคไข้หวัดนก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

​ปฐมบทแห่งการตื่นตัว
Coronavirus (CoV)
เคยเป็นเชื้อโรคกระจอกที่ร่างกายเราสามารถกำจัดได้เอง เป็นหวัดธรรมดาๆหายเอง ไม่มียารักษา อาจจะมีบาง case report ในคนไข้สูงอายุ หรือ immune deficiency (ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง) ที่เสียชีวิตจาก pneumonia (ภาวะปอดบวม) แต่ความเชื่อนั้นก็จบลงเมื่อเกิด emerging disease (โรคอุบัติใหม่) ที่รู้จักกันดีในชื่อ SARS (มาจากเชื้อ Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus; SARS-CoV) เมื่อปี 2003 การค้นพบครั้งใหญ่นี้แลกมาด้วยชีวิตของหมอ infectious disease (โรคติดเชื้อ) ท่านหนึ่งคือ Dr.Urbani โดยท่านได้ contribute สิ่งต่างๆมากมาย รวมถึงโรคอุบัติใหม่นี้ด้วย และหลังจากที่ท่านจากไปด้วย severe pneumonia (ภาวะปอดบวมเฉียบพลัน) แล้ว virus ตัวแรกที่ isolate (แยก) ได้ก็มาจาก sample ของ Dr.Urbani ท่านจึงได้รับยกย่องจากวงการแพทย์ตลอดมา จาก outbreak (การระบาด) สะท้านแผ่นดินนี้ SARS จึงเปิดโลกเกี่ยวกับ CoV มากมาย หมอและนักวิทยาศาสตร์ก็หันมาศึกษากันมากขึ้นจนรู้ว่า มันไม่ใช่เชื้อธรรมดาๆ แต่ก่อให้เกิด severe pneumonia (โดยตามจริงสำหรับ virologists (นักไวรัสวิทยา) แล้ว CoV จัดอยู่ในเชื้อลำดับต้นๆที่มีความเสี่ยงในการก่อ emerging disease เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็น RNA virus และเป็นเชื้อที่มีการติดต่อในหลายกลุ่มสิ่งมีชีวิต) โดยแต่ก่อนเราเชื่อกันว่า reservoir (แหล่งรังโรค) ที่สำคัญของ SARS นั้นมาจากชะมด (เพราะ SARS ติดต่อมาสู่มนุษย์โดยชะมด) แต่ค้นไปค้นมาแล้วก็พบต้นตอว่า reservoir ที่แท้จริงคือค้างคาว ดังนั้นการค้นพบพวก emerging diseases เราจะมักสันนิษฐานเป็นอันดับต้นๆเสมอว่าน่าจะมาจากค้างคาว และหลายๆโรคก็เป็นไปตามที่คาดไว้ ปัจจุบันการตรวจ CoV ในทาง clinic ทำได้ง่ายๆด้วยวิธี realtime RT-PCR (realtime reverse transcriptase polymerase chain reaction) หรือ วิธี Luminex (ใช้ bead ที่เคลือบด้วย monoclonal antibody ที่จำเพาะกับเชื้อ (antigen) นั้นๆ ทำปฏิกิริยาการจับกันแบบ antigen-antibody interaction)

Picture
Picture
ติดตามการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ผ่านทางเว็บไซต์: gisanddata.maps.arcgis.com
ที่มา: The Standard (สถิติการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019)

การกลับมา
CoV ในปี 2019 (2019 novel-Coronavirus เรียกชื่อภาษาไทยว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019) นี้ ก็เป็นไปตามที่คาดไว้อีกว่า CoV ยังคงมี high efficiency (ความสามารถสูง) ในการก่อ emerging disease นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตต่อว่าการแพร่ของเชื้อไวรัสดังกล่าวเป็นช่วงเดียวกันกับการระบาดในครั้งอดีตคือ การระบาดของ SARS ในปี 2003 ที่เริ่มต้นในช่วงพฤศจิกายน 2002 และระบาดต่อข้ามมายังปี 2003 คำถามสำคัญคือการระบาดครั้งนี้จะสิ้นสุดตอนไหน ยังไม่มีคำตอบ แต่ส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอาจจะมีโอกาสนำไปสู่ภาวะ pandemic (การระบาดครั้งใหญ่) ได้ หากไม่มีการจำกัดหรือกักกันโรคที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ที่สำคัญความหวาดกลัวอีกประเด็นคือ CoV มีโอกาสในการเกิด mutation (การกลาย) และพัฒนาเป็นเชื้อที่รุนแรงขึ้นได้ เนื่องจากเชื้อเองเป็น RNA virus ซึ่งมีคุณสมบัติในการกลายง่ายอยู่เดิมแล้ว และเชื้อเองก็ยังมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดใน host cells (เซลล์อาศัย) อีกด้วย

Picture
Picture
ที่มา: The Standard (reservoir ที่สำคัญ) | The Standard (ตารางเปรียบเทียบ SARS, MERS, 2019-nCoV)

​ความรุนแรง*
อันดับความรุนแรงที่รายงานตอนนี้คือ MERS = 37% > SARS  = 10% > 2019 nCoV = 2.9 > Influenza Virus = 0.1% (ไวรัสไข้หวัดใหญ่) ทั้งนี้ความรุนแรงของเชื้อ แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ
     1) ความสามารถของเชื้อในการก่อความเสียหายกับผู้รับเชื้อ
     2) ความสามารถในการกระจายตัวของเชื้อ
ทั้ง 2 ประเด็นนี้ไม่จำเป็นต้องมีแนวโน้มไปทางเดียวกัน กล่าวคือ ถ้าเชื้อทำลาย host ได้ดี ผู้ป่วยมักจะอ่อนเพลีย และมีโอกาสในการเดินทางออกจากที่พักไปแพร่กระจายต่อคนอื่นได้น้อย แต่ถ้าเชื้อไม่รุนแรงโอกาสในการแพร่กระจายจะสูงกว่า (คนที่ติดเชื้อมีความสามารถในการเดินทางอกไปแพร่กระจายเชื้อได้มากกว่า) ถ้ามองผิวเผินแล้วเชื้อนี้ก็เป็นเชื้อก่อไข้หวัด เป็นเชื้อที่มี envelop (ผนังหุ้ม) ที่มีโครงสร้างเป็นชั้นไขมัน (lipid) ดังนั้นสามารถถูกทำลายได้ด้วย detergent (สารลดแรงตึงผิว) เช่น สบู่ แอลกอฮอล์ ดังนั้นก็ควรจะตระหนักเพื่อรับรู้และป้องกันจะดีกว่าตระหนกและทำให้สถานการณ์แย่ลงไปมากกว่าเดิม


การแพร่กระจาย
- การเพิ่มจำนวนและเติบโต เชื้อนี้สามารถแบ่งตัวและเติบโตได้ดีใน host (เซลล์อาศัย) ในอุณหภูมิ 37C (อุณหภูมิร่างกายมนุษย์) โดยสามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางละอองฝอยจากระบบทางเดินหายใจ (ไอ จาม น้ำมูก) และสารคัดหลั่งต่างๆ
​- กลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงและถูกรายงานว่าติดเชื้อมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุที่ค่อนข้างกว้างคือ 20-80 ปี โดยเพศชายพบการติดเชื้อมากกว่าเพศหญิง (ตามการรายงานของงานวิจัยด้านล่าง) ซึ่งเป็นปัจจัยด้านระบบภูมิคุ้มกัน แต่ผลทางสถิติชี้ว่าแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญ
- ยังไม่มีการรายงานว่าเชื้อนี้เป็น airborne pathogen (เชื้อที่ลอยในอากาศ หรือนำพาโดยอากาศ) เนื่องจากไวรัสนี้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ไม่นาน เพราะปกติมีพฤติกรรมไม่ชอบความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิที่เหวี่ยงไปมา สภาพความเป็นกรดเบสที่มากเกินไป
- การแพร่กระจายสามารถแพร่ได้จากคนที่ได้รับเชื้อ (แม้จะยังไม่แสดงอาการ) สู่คนทั่วไปทางสารคัดหลั่งที่กล่าวมา และบางคนมีความสามารถในการเป็น superspreader (คนที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้มาก) คือคนปกติสามารถกระจายได้ 1-3 คน แต่ superspreader สามารถกระจายได้ 8-10 คน ขึ้นไป ทั้งนี้ผู้กระจายอาจแสดงอาการช้า หรือบางรายติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการเนื่องจากภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี (แต่ยังมีเชื้ออยู่ในร่างกาย ก็คือเป็นพาหะนั่นเอง)


แนวทางการกำจัดโรคและการป้องกัน
ตอนนี้ viral infection (การติดเชื้อ) ทุกชนิด ยังไม่มียารักษา เนื่องจากการระบาดเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วจากนั้นก็หมดไปจากธรรมชาติ การศึกษาต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานจึงไม่ค่อยพบ ทั้งนี้การผลิตยาต้านไวรัสอาจไม่ใช่เป้าประสงค์หลักของบริษัทผลิตยา เนื่องจากระยะเวลาในการระบาดไม่ได้ยาวนานอย่างเช่นเชื้อบางตัว เช่น HIV (ไวรัสที่ก่อโรคเอดส์) ดังนั้นแล้วการรักษาจึงทำได้เพียงรักษาตามอาการหรือใช้วิธีประคับประคองระบบต่างๆ ไม่ให้ทำงานผิดปกติจนเกิด systemic failure (ความล้มเหลวของระบบร่างกาย) ในที่สุด อย่างไรก็ตามแม้จะยังไม่มียารักษา แต่เราป้องกันได้โดยลดการแพร่กระจายและการรับเชื้อด้วยการทำความสะอาดร่างกาย (โดยเฉพาะมือที่สัมผัสกับสิ่งต่างๆตลอดเวลา ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอร์) และด้วยวิธีการใช้หน้ากากอนามัย ชนิด surgical mask (หน้ากากทั่วไป) หรือ N95 mask แต่อย่างหลังแนะนำสำหรับ healthcare worker (บุคลากรทางการแพทย์) ก่อน เนื่องจากบุคลลเหล่านี้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่อาจเป็นพาหะมากกว่า และการใช้อาจมีประสิทธิภาพกว่า คือการสวมใส่ N95 ต้องทำแบบถูกวิธี และต้องทำ fit test เพื่อยืนยันว่าป้องการการเข้าออกของอากาศได้จริง ดังนั้นหากบุคคลทั่วไปสวมใส่อาจป้องกันได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าบุคลากรทางการแพทย์ นั่นหมายความว่าถ้าใส่ผิดวิธี ก็มีค่าเท่ากับการใช้ surgical mask ที่สำคัญ mask ต้องเปลี่ยนทุกวัน ไม่ใช้ซ้ำ ดังนั้นถ้าใช้ N95 อาจไม่จำเป็นสำหรับคนทั่วไปในตอนนี้ เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง และบางคนอาจมีการใช้ซ้ำ ซึ่งทำให้มีโอกาสในการติดต่อโรคได้สูงกว่าคนที่ใช้ surgical mask ด้วยซ้ำ การใส่ surgical mask ให้เอาด้านสีเขียวออกมา เนื่องจากมีสารเคลือบที่เป็น water resistance (กันน้ำ) ซึ่งโดยพื้นฐานมีคุณสมบัติคล้ายฟิล์มเคลือบดักไม่ให้เชื้อผ่านเข้ามาสู่ร่างกายได้ แต่ด้านสีขาวเป็นด้านที่ absorbe (ดูดซึม) ละอองฝอยและเชื้อต่างๆ มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและมีรูพรุนจำนวนมาก ออกแบบมาเพื่อซับสารคัดหลั่ง ดังนั้นหากเอาออกด้านนอกก็จะซับสิ่งต่างๆได้ค่อนข้างดี เชื้อก็มีโอกาสติดที่ mask และเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมาก การใช้ mask แบบสลับด้านไปมา ห้ามทำเด็ดขาด เพราะนั่นเป็นการ re-expose (รับสัมผัสซ้ำ) กับเชื้อโรคโดยตรง 

แนวความคิดในการผลิตยารักษา
เบื้องต้น (อ้างอิงจาก SARS) คาดว่าเชื้อนี้เข้าสู่เซลล์โดยผ่านทาง receptor (ตัวรับ) ที่ชื่อว่า ACE2 (Angiotensin coverting enzyme 2) ที่อยู่บริเวณผิวเซลล์ โดยหากสมมติฐานนี้ถูกต้องเราสามารถผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้รวดเร็วเนื่องจากมีองค์ความรู่นี้มากอยู่แล้ว หลักการคือผลิต monoclonal antibody (แอนติบอดีที่จำเพาะ) ต่อ ACE2 เพื่อจะ block หรือ neutrolyze ไม่ให้ตัวรับนี้ทำงานได้เมื่อตัวรับไม่ทำงาน เชื้อก็เข้าเซลล์ไม่ได้ (แต่หลักการนี้ต้องรอการพิสูจน์ต่อไป) 

ข้อแนะนำ
เมื่อมีอาการป่วย โดยเฉพาะไข้สูงมากๆ (39C ขึ้นไป) มีอาการน้ำมูกไหล ไอ บางรายมีอาการท้องเสียร่วม แนะนำให้พบแพทย์ทันที เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็ว ต้องแจ้งรายละเอียดให้แพทย์ทราบทั้งหมด อย่ากั๊กหรือบิดเบือนข้อมูลเพราะจะเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง เนื่องจากอาการของ 2019 nCoV นี้คล้ายกับการเป็นไข้หวัดใหญ่ ถ้าไม่บอกประวัติการป่วยให้ชัดเจนแล้วอาจส่งผลให้วินิจฉัยคาดเคลื่อน แต่ความกังวลนี้น่าจะลดลงบ้างเนื่องจากเรามี sequence (รหัสพันธุกรรม) ของเชื้ออยู่ในมือ แพทย์สามารถส่งตรวจ realtime RT-PCR (เทคนิคการเพิ่มสารพันธุกรรมโดยใช้ specific primer (ตัวกระตุ้นการสังเคราะห์พันธุกรรมแบบจำเพาะ ไม่รู้แปลถูกไหม)) ได้แล้ว และมีความแม่นยำค่อนข้างสูง 
​​
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัยฉบับนี้ทำการศึกษาในผู้ป่วยจำนวน 41 รายที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล Jin Yin- tan (อู่ฮั่น, สาธารณรัฐประชาชนจีน) แบ่งออกเป็นผู้ป่วยขั้นวิกฤต (ICU) จำนวน 13 คน และผู้ป่วยที่ไม่ใช่ขั้นวิกฤต (non ICU) จำนวน 13 คน รายละเอียดการค้นพบแสดงดังข้อมูลด้านล่าง
Picture
Picture
Picture
ดาวน์โหลดงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่นี่ >> Lancet
-------------------------------------------------------------------
​* หมายเหตุ:
   - MERS เกิดจาก Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV)
   - SARS เกิดจาก severe acute eespiratory syndrome coronavirus (SARS-CoV)​
   - ยังไม่สามารถยืนยันความรุนแรงที่ชัดเจนได้ เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตที่ยังไม่ finalized (ปกติแพทย์วิทยาการระบาด จะสรุปแนวโน้มได้ประมาณ 1 เดือนหลังเกิด outbreak (การระบาด)
​   - pneumonia ภาวะปอดบวมหรือปอดอักเสบ
Facebook
0 Comments

Leave a Reply

Webpage Highlights :
➤ HOME 
➤ ABOUT 
➤ ACCOMPLISHMENTS 
➤ RESOURCES